หน้าวัวใบ (Anthurium)

หน้าวัวใบ  (Anthurium)


  IMG_0031_800

เศรษฐีเงินหนา

IMG_0035_800

ซุปเปอร์บั้ม

IMG_0038_800

โคโมดิอุส

IMG_0041_800

หน้าวัวใบพริ้ว

IMG_0027_800

เรเนซอง


โรงเพาะชำ ของ Secret Space



หน้าวัวใบ


หน้าวัวใบเป็นพืชพื้นเมืองที่อยู่ทางแถบทวีปอเมริกาใต้ เช่น เอกวาดอ เปรู โคลัมเบีย และบราซิล เป็นต้น  เริ่มนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยเมื่อประมาณสิบกว่าปีมาแล้วนับจากปี พ.ศ. 2551  จนถึงตอนนี้ก็ยังนิยมกันในหมู่คนเล่นที่ไม่มากนัก   แต่ที่สำคัญที่ทำให้ราคายังสูงนั้น  เพราะว่าเป็นไม้ที่ให้เมล็ดยากและโตไม่เร็วมาก

ความหลงไหล แอนเธอเรี่ยม ในประเทศไทย

โดยทั่วไปคนที่รักในการปลูก แอนเธอเรี่ยม หรือหน้าวัวใบ ในประเทศไทยนั้น  บางส่วนชอบในความหลากหลายของสายพันธุ์ เช่่น ลักษณะของใบกลม ใบยาว ใบคล้อยลง ใบห้อย ใบตั้ง ใบมัน ใบหยิก ใบด่าง ขอบใบพริ้ว ขอบใบดำ เส้นใบแดง เส้นใบลึกชัด หลังใบสีน้ำตาล หรือมีก้านที่สั้นติดโคนต้น ก้านยาวทำให้ดูใหญ่ดี ก้านสีดำ แดง เป็นต้น  และบางส่วนชอบในการผสมข้ามสายพันธุ์  เพื่อรอดูผลที่ได้ว่าลูกไม้ที่จะเติบโตขึ้นมาใหม่นั้น  จะดำรงค์ลักษณะเด่นอะไร  หรือสามารถเพิ่มความโดดเด่นในลักษณะที่คาดคิดไว้หรือไม่  จะเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรที่ทำให้เกิดสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมา

ซึ่งทำให้เรารอคอยแบบใจจรดใจจ่อ  เฝ้าสังเกตุสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน  ซึ่งโดยปรกติการผสมข้ามสายพันธุ์นั้นเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว  โดยการนำพาเกสรจากต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่งโดยแมลง เช่น ผึ้ง แมลงวัน  แต่มักให้ผลที่คาดเดายากและไม่ได้ในสิ่งที่เราต้องการ  สำหรับวิธีการผสมข้ามสายพันธุ์นั้นให้ดูในส่วนถัดไป  ลักษณะเด่นๆที่คนไทยให้ความนิยมเช่น ใบด่าง ใบออกสีเหลืองหรือสีทอง ใบดำหรือเขียวเข้มจัด ใบหยิกยับ ใบที่หนาขึ้น หรือใบตั้งตรงกว่าเดิม ก้านแดงหรือดำ ก้านสั้นหรือยาว เป็นต้น  สายพันธุ์ใหม่ที่ได้เราเรียกว่า ” ไฮบริด (ลูกผสม) ”

 

ตะบองเพชร ( cactus )

ตะบองเพชร ( cactus )


IMG_9630

IMG_9631

IMG_9629

IMG_9632


โรงเพาะชำ ของ Secret Space



ตะบองเพชร หรือ แคคตัส


ตะบองเพชร หรือ แคคตัส  การเลี้ยงและดูแลแคคตัสก็ไม่ใช่เรื่องยาก  แต่ที่เลี้ยง ๆ แล้วตาย นั่นเป็นเพราะดูแลเขาอย่างผิดวิธีนั่นเอง  ธรรมชาติของแคคตัสส่วนใหญ่เกิดในทะเลทราย ที่โดนแสงแดดจัดทั้งวัน

การเลี้ยงและดูแล

ในบ้านเรา ถ้าเราไปซื้อแคคตัสจากร้านค้ามา ในการเลี้ยงดูของฟาร์มแต่ละฟาร์มนั้น ส่วนมากเขาจะเลี้ยงกันในโรงเรือนแบบปิด มีหลังคาเป็นหลังคาโปร่งแสงเพื่อให้แสงแดดส่องเข้ามาได้ตลอดทั้งวัน แต่จะกันน้ำกันฝนที่ตกลงมาเพียงเท่านั้นเอง การรดน้ำ ก็จะทำการรด 3-5 วันต่อครั้ง ดังนั้น เวลาที่เราไปซื้อหามาแล้วเอาพวกเขาไปตั้งบนโต๊ะทำงาน ห้องรับแขก โดยทันที แบบนี้ สักพักก็เตรียมเงินไว้ซื้อใหม่ได้เลยครับ เพราะพวกเขาจะค่อย ๆ ตายไปแบบที่คุณเองก็ไม่รู้ตัว

สถานที่ปลูกเลี้ยงแคคตัส

การดูแลให้พวกเขางดงาม สวยเหมือนตอนที่ซื้อมา ที่ควรทำก็ต้องทำการเลี้ยงดูให้เหมือนกับฟาร์มนั่นแหละครับ เป็นโรงเรือนหลังคาใส แต่ว่าจะให้ทำแบบนั้นก็คงลำบากจนเกินไป ดังนั้น เราก็ต้องค่อย ๆ ให้พวกเขาปรับตัวทีละนิด เช่น วางพวกเขาไว้ที่ระเบียงที่โดนแดดเกือบทั้งวัน สำหรับคนที่พักอยู่ตามคอนโด จะอยู่ตะวันออกหรือตะวันตก ที่มีแสงแดดก็คงโชคดีหน่อย แต่ถ้าไม่มีแสงแดดเลย ก็ไม่ควรซื้อพวกเขามาเลี้ยงเลยนะครับ ตายเสียเปล่า ๆ

สำหรับคนที่อยู่บ้านมีสนามมีพื้นที่ที่โดนแดดจัดทั้งวัน ก็จะดีมาก สามารถเอาพวกเขาไปตากแดดได้เต็มวันเลยทีเดียว แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าฝน ก็หาขวดพลาสติกใสมาตัดด้านก้นขวดออก แล้วครอบต้นแคคตัสไว้เป็นต้น ๆ เลยก็จะป้องกันน้ำฝนได้ดีครับ ด้านปากขวดไม่ต้องปิดฝานะ อากาศจะได้ระบายถ่ายเทได้ แต่ถ้ามีหลาย ๆ ต้น ก็ทำหลังคาใสมาบังไว้เลยก็จะดีมากครับ

กรณีที่อยากเอามาวางประดับบนโต๊ะบ้าง ก็ยังสามารถทำได้ครับ ก็คือเลี้ยงสักหลาย ๆ ต้นหน่อย แล้วเวียนเอาพวกเขามาตั้งประดับสัก 2-3 วัน แล้วก็เอาออกไปเปลี่ยนคืนนั่นเอง การทำแบบนี้ ก็ใช่ว่าจะดีนะครับ แค่สามารถยืดชีวิตพวกเขาไปได้นานขึ้นก็เท่านั้นเอง นาน ๆ ไป ก็อาจจะแคระแกรนได้เช่นกันครับ แสงแดดจำเป็นต่อชีวิตพวกเขามาก เป็นพันธุ์หนาม หนามก็จะยาวสวยงาม เป็นพันธุ์ขนขาวปุย ก็จะขาวหนานุ่มสวยงามเช่นกัน

การดูแลรดน้ำแคคตัส

มาว่าถึงอีกเรื่องที่สำคัญก็คือ การให้น้ำ แคคตัสเป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำมาก ให้น้ำมากคือการฆ่าพวกเขาให้ตายนั่นเอง การเอาตัวรอดในเรื่องน้ำ พวกเขาพัฒนามาเป็นล้าน ๆ ปีแล้ว นั่นคือลำต้นที่อวบอิ่มเก็บกักน้ำไว้ภายในนั่นเอง

ให้สังเกตดินปลูกเลี้ยงว่าแห้งแล้วหรือยัง ถ้าแห้งแล้วก็ให้ใช้ฝักบัวรดให้ชุ่ม ส่วนระยะเวลาห่างในการรดน้ำ สังเกตุง่าย ๆ หลังจากที่เรารดน้ำไปวันแรก ให้เช็คดูว่า อีกกี่วันดินถึงจะแห้ง เมื่อดินแห้งแล้วให้เว้นไปอีก 1 วัน แล้วค่อยรดน้ำใหม่ โดยให้ปล่อยดินได้แห้งบ้าง ไม่ใช่ชุ่มฉ่ำเปียกอยู่ตลอดเวลา ขนาดของกระถางเล็ก กระถางใหญ่ ก็มีผลกับระยะในการแห้งของดิน โดยเฉลี่ยแล้วจะรดประมาณ 4-5 วันครั้ง ถ้าเป็นไม้ต่อที่ต้องการน้ำมากหน่อย ก็จะรดวันเว้นวัน ถ้าเป็นกลุ่มฮาโวเทียจะรดพร้อมกับแคคตัส แต่จะสเปรย์น้ำให้วันเว้นวัน ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์อีกต่างหากครับ

การใส่ปุ๋ยแคคตัส

เราสามารถใช้ปุ๋ยกล้วยไม้ให้แก่แคคตัสได้ แต่ควรใช้ในปริมาณที่ต่ำกว่าฉลากข้างขวดระบุไว้  ไม่ควรให้ปุ๋ยแคคตัสในปริมาณมาก เพราะอาจเกิดผลร้ายมากกว่าผลดี

วิธีให้ปุ๋ยให้ได้ผลดีคือ ผสมให้เจือจางกว่าปกติ แต่รดให้บ่อยกว่าปกติ ใช้ปุ๋ยกล้วยไม้ 1 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร รดทุก ๆ 2 สัปดาห์ก็พอครับ

การให้ปุ๋ยแก่ต้นไม้ทุกชนิด ควรเริ่มให้เมื่อต้นไม้สามารถตั้งตัวได้ดีแล้ว ระบบรากเดินดีพร้อมที่จะกินอาหารได้ เวลาที่เราเปลี่ยนกระถางใหม่ ๆ ควรงดปุ๋ยไปจนกว่ายอดของต้นจะเริ่มเดิน นั่นหมายถึงสัญญานว่า ระบบรากเริ่มทำงานแล้ว  การรักษาระยะเวลาให้สม่ำเสมอในการให้ปุ๋ย จึงเป็นสิ่งควรยึดถือเป็นหลักในการปฏิบัติ เพื่อสุขภาพที่ดีของแคคตัสครับ

ส่วนยาฆ่าแมลงหรือยาป้องกันเชื้อราต่าง ๆ ผสมน้ำรดทุก ๆ 2-3 เดือน ต่อ 1 ครั้งก็เพียงพอแล้ว

การปลูกหรือเปลี่ยนกระถางแคคตัส

การปลูกจะกระทำเมื่อแยกหน่อหรือได้ต้นใหม่ ส่วนการเปลี่ยนกระถางจะกระทำเมื่อต้นโตคับกระถางเก่า แต่อย่าลืมว่าต้องใช้ดินปลูกโดยเฉพาะเท่านั้น จะซื้อแบบที่เป็นถุงสำเร็จรูปสำหรับปลูกแคคตัสโดยเฉพาะ หรือจะผสมเองก็แล้วแต่เลย สูตรสำหรับดินก็มีให้เลือกหลากหลายมากมายอยู่เหมือนกันครับ สำหรับส่วนประกอบหลักที่เราจะผสมลงไปก็ได้แก่

เนื้อดิน เช่น ดินขุยไผ่  ดินใบก้ามปู ดินที่ผสมใบไม้หมักต่าง ๆ  แกลบ ขุยมะพร้าว พีทมอส หรือ มูลสัตว์ต่าง ๆ

วัสดุที่ช่วยเพิ่มความโปร่งให้ดิน เช่น เพอร์ไลท์ (Perlite) หินภูเขาไฟ (Pumice) เวอร์มิคูไลท์ (Vermiculite) กรวดแม่น้ำ มะพร้าวสับ ถ่าน

สารเคมีต่าง ๆ เช่น ปุ๋ยละลายช้า ยาฆ่าแมลงแบบเกร็ด (สตาร์เกิ้ลจี ฟูราดาน) ยาฆ่าเชื้อรา

ส่วนประกอบหลัก 3 ส่วนนี้ ควรจะเลือกชนิดที่นำมาผสม ให้เข้ากับความสะดวกในการซื้อหา และให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่นั้น ๆ

ในการผสมดินนั้น เราควรคำนึงถึงความสะอาดของดิน เพื่อไม่ให้เกิดเชื้อรา หรือเชื้อโรคต่าง ๆในวัสดุที่เราจะนำมาผสม เราควรทำความสะอาด หรือ ตากแดดไว้สัก 3–5 วัน ก่อนที่จะนำมาผสม  ส่วนประกอบที่จะนำมาผสม มีธาตุอาหารเพียงพอหรือไม่ ดินมีความโปร่งพอหรือไม่ ดินโปร่งจะทำให้ดินแห้งไว น้ำสามารถซึมผ่านไปได้ทั้งกระถาง ตามธรรมชาติของแคคตัสแล้ว ไม่ได้ต้องการเนื้อดินเยอะ ควรเน้นไปที่วัสดุที่ช่วยความโปร่งให้ดิน แล้วใส่ดินไปประมาณ ¼ ก็เพียงพอแล้ว ข้อสำคัญ หลังจากที่ผสมดินเสร็จแล้ว ควรรดน้ำให้ชุ่ม และตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 1-2 อาทิตย์ เราจะได้ดินที่สะอาดและไม่มีความร้อน จากการย่อยสลายตัวของอินทรีย์สารในดิน

ส่วนสูตรดิน มีหลากหลายมาก ขึ้นอยู่กับวัสดุด้วยครับ ในที่นี้ ขอใช้สูตรของ Jibi Cactus ครับ อีกเรื่องที่สำคัญคือ ขนาดของกระถางต้องเลือกให้เหมาะสมกับขนาดของต้นแคคตัส ไม่เล็กและใหญ่จนเกินไปด้วยครับ

1. ดินร่วน 1 ถ้วย
2. ทรายหยาบ 1 ถ้วย
3. พีทมอส 1 ถ้วย
4. หินภูเขาไฟ 1 ถ้วย
5. เพอร์ไลท์ 1 ถ้วย
6. แกลบดำ ½ ถ้วย

ส่วนวัสดุที่นำมาโรยหน้าดิน ให้เลือกหินที่ไม่คมหรือแหลมเกินไปจนทำให้บาดต้น สีสันให้เข้ากับธรรมชาติ การโรยหน้าดินช่วยป้องกันไม่ได้เศษดินดำ ๆ กระเด็นไปโดนปุยขาว ๆ หรือเลอะโคนต้น เพียงเท่านี้ก็ทำให้แคคตัสของเราดูสวยขึ้นแล้วครับ

ขอบคุณบทความจาก  :  http://manopas.com/

เฟิร์น (Fern)

เฟิร์น (FERN)

เฟิร์น ในโรงเพาะของ Secret Space

  • เฟิร์นสไบนาง
  • เฟิร์นชายผ้าสีดา
  • เฟิร์นไก่แจ้
  • เฟิร์นฟิจิ
  • เฟิร์นแกรนเด
  • เฟิร์นคอบบร้าจักรพรรดิ์
  • เฟิร์นคอบบร้า
  • สมอลเฟิร์น

 

IMG_0048_800

เฟิร์นสไบนาง

IMG_0058_800

เฟิร์นชายผ้าสีดา

IMG_0059_800

เฟิร์นไก่แจ้

IMG_0067_800

เฟิร์นฟิจิ

IMG_0091_800

เฟิร์นแกรนเด

IMG_0093_800

เฟิร์นคอบบร้าจักรพรรดิ์

IMG_0094_800

เฟิร์นคอบบร้า

IMG_9709

สมอลเฟิร์น

 


 

โรงเพาะของ Secret Space


 


เฟิร์น

 เฟิร์นชนิดต่าง ๆ มีถิ่นอาศัยที่หลากหลาย เช่น อาศัยบนภูเขาสูง, พื้นที่ชุ่มชื้น, พื้นที่เปิดโล่ง, ในน้ำ, บนหินในทะเลทรายที่แห้งแล้ง, บนรอยแตกบนหิน, พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีสภาพเป็นกรด เช่น บึง และ หนองน้ำ, หรือ บนต้นไม้เขตร้อน เป็นต้น

วัฎจักรชีวิตของเฟิร์น

เฟิร์นที่พบเห็นทั่วไปเป็นสปอโรไฟต์ (sporophyte) มีโครงสร้างประกอบด้วยราก ต้น และใบ สปอโรไฟต์สืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศโดยการสร้างสปอร์ภายในอับสปอร์ โดยทั่วไปอับสปอร์ของเฟิร์นจะเกิดรวมกันเป็นกลุ่มทางด้านล่างของแผ่นใบ เมื่ออับสปอร์แตก สปอร์จะปลิวตามลมไปตกตามที่ต่างๆ เช่น ในน้ำ บนดิน บนก้อนหิน หรือบนเปลือกไม้ ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม สปอร์จะงอกเป็นแกมีโทไฟต์ (gametophyte) ซึ่งอาจจะเป็นแผ่นบางๆ สีเขียวคล้ายรูปหัวใจ หรือมีลักษณะเป็นเส้น แกมีโทไฟต์เป็นช่วงชีวิตของเฟิร์นที่จะมีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ โดยการสร้างไข่ (egg) และสเปิร์ม (sperm) ภายในอวัยวะสร้างไข่และสเปิร์มตามลำดับ สเปิร์มจะเคลื่อนที่เข้าไปภายในอวัยวะสร้างไข่ และเกิดการปฏิสนธิ (fertilization) เป็นไซโกท (zygote) ไซโกทจะเจริญเป็นเอ็มบริโอ (embryo) และสปอโรไฟต์ หรือต้นเฟิร์นที่พบเห็นกันทั่วไปตามลำดับ

fern cycle

จากการศึกษาเฟิร์นในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก พบว่า มีเฟิร์นประมาณ ๑๐,๐๐๐ ชนิด ประมาณ ๔๐๐ สกุล ซึ่งในจำนวนนี้ยังไม่รวมเฟิร์นที่ยังไม่ทราบชื่อ และยังมีเฟิร์นชนิดใหม่ๆ ที่ยังไม่มีผู้ใดค้นพบ ในจำนวนนี้ประมาณ ๑๕% จะพบในเขตหนาว (Temperate) เขตอัลไพน์ (Alpine) และเขตทุนดรา (Tundra) ประมาณ ๕% พบตามทุ่งหญ้าในเขตหนาว เขตกึ่งทะเลทราย และเขตทะเลทราย ส่วนที่เหลือประมาณ ๘๐% จะพบ ในเขตร้อนชื้นของโลก

จากการศึกษาเฟิร์นในประเทศไทย พบว่า มีประมาณ ๕๘๘ ชนิด แบ่งออกเป็น ๑๑๖ สกุล และ ๒๙ วงศ์ ซึ่งยังไม่ได้รวมพืชกลุ่มใกล้เคียงกับเฟิร์น ในจำนวนนี้มี ๒๒ ชนิด ที่จัดเป็นพืชถิ่นเดียวของประเทศไทย เฟิร์นที่พบในประเทศไทยพบขึ้นตามสภาพธรรมชาติ ตั้งแต่ริมทะเล จนถึงบริเวณที่เป็นภูเขาสูง ในภาคเหนือของประเทศ จะพบเฟิร์นได้ในป่าธรรมชาติ ทุกแบบ ในประเทศไทย

 

 

ไม้ตัดใบ (Cut Foliage)

ไม้ตัดใบ(Cut Foliage)

ไม้ตัดใบเป็นที่ต้องการของบรรดาร้านจำหน่ายดอกไม้ที่เป็นแผงตามตลาดสดและร้านข้างทาง ซึ่งจะใช้ไม้ตัดใบประกอบการจัดช่อดอกไม้ตามความต้องการของลูกค้า ร้านจัดดอกไม้ซึ่งมีความต้องการไม้ตัดใบเพื่อจัดแจกันหรือตะกร้าหรือจัดเป็นช่อ รวมทั้งการจัดพวงหรีด การใช้เพื่อตกแต่งสถานที่ในโอกาสต่างๆกัน เช่น งานมงคลสมรส งานศพ งานประชุมสัมมนา งานพิธีทั่วไป งานแถลงเปิดตัวสินค้า เป็นต้น

ไม้ตัดใบ ในโรงเพาะของ Secret Space ในเนื้อที่กว่า  500 ไร่

  1. สกุล  หน้าวัวใบ ( Anthurium )
  2. สกุล  ฟิโลเดนดรอน ( Philodendron )
  3. สกุล  เฟิร์น ( Fern )
  4. สนแผง สนไทรเงิน
  5. สกุล  Dracaena
  6. คล้ากาเหว่าลาย
  7. พัดโบกริ้วทอง
  8. ปาล์มปานามา
  9. เรดดัชชี่

 

1. สกุล หน้าวัวใบ ( Anthurium )

เรเนซอง

หน้าวัวใบพริ้ว

หน้าวัวใบพริ้ว

ซุปเปอร์บั้ม

โคโมดิอุส

โคโมดิอุส

2. สกุล ฟิโลเดนดรอน ( Philodendron )

มอนสเตอร่า (Monstera)

มอนสเตอร่า  (Monstera)

มรกตเขียว

มรกตเขียว

มรกตแดง

มรกตแดง

3. สกุล เฟิร์น (Fern)

เฟิร์นฟิจิ

4. สนแผง สนไทรเงิน

สนแผง

สนแผง

สนไทรเงิน

สนไทรเงิน

5. สกุล Dracaena

ซองออฟไทย (หวายเขียว)

กวนอิมเขียว

ซองออฟอินเดีย

ซองออฟอินเดีย

ซองออฟจาไมก้า

6. คล้ากาเหว่าลาย

คล้ากาเหว่าลาย

คล้ากาเหว่าลาย

7. พัดโบกริ้วทอง

พัดโบกริ้วทอง

พัดโบกริ้วทอง

8. ปาล์มปานามา

ปาล์มปานามา

ปาล์มปานามา

9. เรดดัชชี่

เรดดัชชี่

Supermarget ต้นไม้

Supermarket ต้นไม้

คุณสามารถเลือกซื้อต้นไม้ในสวนของเราได้อย่างจุดใจ ทุกต้นคัดสรรจาก โรงเพาะ Secret Space ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกแหล่งขยายพันธุ์ไม้ตัดใบเพื่อทำตลาดไม้ประดับและตกแต่ง  เป็นผู้ส่งออกไม้ใบรายใหญ่ของประเทศไทยในปัจจุบัน  ด้วยพื้นที่เกือบ 500 ไร่ เป็นแหล่งเพาะปลูกและจำหน่ายพันธุ์ไม้ รวมไปถึงความรู้มากมายที่แบ่งปันให้ผู้ที่สนใจ

ไม้ตัดใบ(Cut Foliage)

ตะบองเพชร ( cactus )

สับปะรดสี (Bromeliad)

ฟิโลเดนดรอน ( Philodendron )

เฟริ์น (Fern)

หน้าวัวใบ (Anthurium)

สับปะรดสี

สับปะรดสี


สับปะรดสี

สับปะรดสี

 

สับปะรดสี เป็นชื่อเรียกรวมไม้ประดับในวงศ์ Bromeliaceae วงศ์เดียวกันกับสับปะรดที่ให้ผลรับประทานนั่นเอง และนั่นก็เป็นเหตุผลว่า ทำไมเราจึงเรียกไม้ประดับหลายๆ สกุลในวงศ์นี้ว่า สับปะรดสี เมื่อเอ่ยถึงสับปะรดทุกคนต้องนึกถึงผลไม้หวานฉ่ำชื่นใจ

แต่ถ้าเอ่ยถึงสับปะรดสีหลายคนคงอุทานว่า ” อะไรกันมีด้วยหรือ ” ความจริงแล้วบรอมมีเลียดหรือสับปะรดสีเป็นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ทวีปอเมริกา แถบลุ่มน้ำแอมะซอน บรอมมีเลียดนั้น ” เอ็กซอติก ” ทั้งในเรื่องรูปทรงและสีสัน จนได้รับสมญานามว่า ” อัญมณีแห่งลุ่มแม่น้ำแอมะซอน ” ความงามของไม้ประดับในวงศ์บรอมมีเลียดนั้น นอกจากจะอยู่ที่รูปทรงของต้นและสีสันที่หลากหลายแล้ว ความมีเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละต้นแต่ละสายพันธ์ก็เป็นเสน่ห์ที่ทำให้นักเลงต้นไม้ใหลหลง ไม้ประดับในวงศ์นี้ได้ถูกแบ่งออกเป็นสองพวกใหญ่ๆ คือพวกที่เป็น ” EPIPHYTIC ” และอีกพวกคือ ” TERRESTRIAL” พวก เอพิฟิติค ( EPIPHYTIC ) เป็นพวกที่เกาะอยู่ตามคาคบไม้ใหญ่แต่ก็เป็นการอาศัยอยู่เพื่อรับแสงแดดและน้ำเท่านั้น ไม่ได้เป็นกาฝากที่หยั่งรากลงไปในเนื้อไม้เพื่อดูดน้ำเลี้ยงแต่อย่างใด ส่วนพวก แทร์เรสเตรียล ( TERRESTRIAL ) นั้นเติบโตได้ดีบนหินและพื้นดิน แหล่งที่อยู่ตามธรรมชาติของบรอมมีเลียดกระจายอยู่ในเขตกึ่งร้อนจนถึงเขตป่าดิบร้อนของทวีปอเมริกา พบได้ที่ตั้งแต่ระดับน้ำทะเล จนถึงภูเขาสูงถึง 14,000 ฟุต นอกจากพฤกษศาสตร์จะแบ่งไม้ในวงศ์บรอมมีเลียดออกตามลักษณะนิสัยของการเลือกที่อยู่แล้ว พวกเขายังได้จัดหมวดหมู่ออกเป็นสกุลหลายสกุล ในปัจจุบันพบว่า มีจำนวน 2500 ชนิด ที่อยู่ในโลกนี้

โรงเพาะสับปะรดสี ของ Secret Space